คำกล่าวเปิดงาน

ดร.พรชัย  รุจิประภา

ปลัดกระทรวงพลังงาน

งานสัมมนา “รวมพลังข้าราชการไทย ลดใช้พลังงาน ปี 2550”

ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2550

ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ

 

 

เรียน  รองปลัดกระทรวงพลังงาน

          ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

          ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

          อธิบดี รองอธิบดี หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อนข้าราชการ

          สื่อมวลชน ผู้เข้าร่วมสัมมนา ทุกท่าน

 

          พลังงานถือว่ามีบทบาทสำคัญอันเป็นรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

          ประเทศไทยใช้พลังงานเชิงพาณิชย์สูงถึง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นค่าใช้จ่ายด้านพลังงานร้อยละ 19.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เราพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ  การนำเข้าพลังงานอยู่ที่ 64% (นำเข้าน้ำมันสูงถึง 86.5% ก๊าซธรรมชาติ 27%) อีก 20 ปีข้างหน้า การนำเข้าจะเพิ่มเป็น 65% (น้ำมันนำเข้า100% ก๊าซธรรมชาตินำเข้า 49%) ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนปรับตัวสูงขึ้น ก็จะกระทบถึงราคาน้ำมันในประเทศไทย และส่งผลทำให้ต้นทุนการบริการ การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้นด้วย

          แนวทางการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพลังงานในรัฐบาลชุดปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้เร่ง โครงการสำคัญ ๆ ได้แก่ การประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และเอ็นจีวี เพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมการวางรากฐานสำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต

          การออกประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน รายใหญ่ (IPP) จะมีความต้องการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบภายในปี 2555 – 2557 กระทรวงพลังงานได้กำหนดแนวทางการจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งโรงไฟฟ้าเก่า เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า พัฒนาท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และกระจายผลประโยชน์ต่อชุมชนอย่างทั่วถึง ที่สำคัญเงินจากกองทุนฯ จะมีส่วนมาช่วยลดค่าไฟฟ้าของชุมชนบริเวณรอบโรงไฟฟ้าอีกด้วย

          การขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก (SPP) จากพลังงานหมุนเวียน โดยกำหนดอัตราสูงสุดของส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในอัตรา 0.30 - 2.50 บาทต่อหน่วย โดยกระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP ที่ใช้ระบบผลิตไฟฟ้าและไอน้ำร่วมกัน (Cogeneration) จำนวน 500 เมกะวัตต์ และจะเปิดให้มีการประมูลแข่งขัน SPP ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน จำนวน 530 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น ผู้ผลิตไฟฟ้าจากขยะ จำนวน 100 เมกะวัตต์ พลังงานลม จำนวน 115 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 15 เมกะวัตต์ และพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่น ๆ เช่น แกลบ เศษไม้ ขยะ พลังน้ำ กำหนดปริมาณพลังไฟฟ้าที่คาดว่าจะรับซื้อรวม 300 เมกะวัตต์

          สำหรับด้านการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ เพื่อบรรเทาสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงให้กับประชาชน จากเดิมที่ใช้อยู่ 3.3 ล้านลิตรต่อวัน ปัจจุบันได้เพิ่มเป็น 4 ล้านลิตรต่อวัน โดยจะเร่งการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน ได้ใช้แก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาวัตถุดิบ(เอทานอล) ล้นตลาด และตั้งเป้าหมายจะเพิ่มการใช้เป็น 20 ล้านลิตรต่อวัน ภายในปี 2554 โดยยังคงกลไกด้านราคาที่มีราคาต่ำกว่า น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ 2.50 บาทต่อลิตร

          ด้านการส่งเสริมไบโอดีเซล จะพยายามผลักดันวัตถุดิบในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน รวมทั้งมาตรการบังคับให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติต้องผสมไบโอดีเซล B100 ระดับ 2% หรือ B2 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 51 เป็นต้นไป (ปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ผลิต) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ไบโอดีเซล B100 จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 42,000 ลิตร เพิ่มเป็น 1 ล้านลิตรต่อวัน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ไบโอดีเซล B5 มีราคาต่ำกว่า น้ำมันดีเซล 70 ส.ต.ต่อลิตร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

          เพื่อลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงต้องมุ่งเน้นลดการใช้พลังงานทุกภาคส่วน สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ใช้ไฟฟ้าประมาณ 6,360 ล้านหน่วยต่อปี หรือประมาณ 5% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ คิดเป็นเงินประมาณ 15,900 ล้านบาท/ปี ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 895 ล้านลิตรต่อปี หรือประมาณ 3.5% ของการใช้น้ำมันทั้งประเทศ คิดเป็นเงินประมาณ 22,375 ล้านบาท/ปี

          แม้จะเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงมาก แต่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็ให้ความสำคัญเพื่อให้หน่วยราชการเป็นแกนนำเป็นตัวอย่างที่ดีกับภาคอื่นๆ ในการบริหารจัดการใช้เงินงบประมาณไปเพื่อเป็นค่าพลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นจากมติคณะรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานราชการดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงาน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

          รัฐบาลชุดปัจจุบันได้รับทราบปัญหาเรื่องที่หน่วยงานหลายแห่งได้รับการกำหนดเป้าหมายลดการใช้พลังงานลงให้ได้ร้อยละ 10-15 ด้วยแต่ละหน่วยงานมีบทบาทและภารกิจต่างกันหลายประการ และมีการขยายตัวทุกปีทั้งในด้านของจำนวนบุคลากรและกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ ส่งผลโดยตรงถึงการใช้พลังงานโดยรวมของหน่วยงานเพิ่มขึ้น

          จึงมีมติให้ปรับวิธีประเมินผลการใช้พลังงานของหน่วยงานราชการ โดยนำ “ค่ามาตรฐานการจัดการใช้พลังงานในส่วนราชการ” มาใช้ ตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ได้รายงานไปเมื่อสักครู่ และจะมีการชี้แจงรายละเอียดในช่วงต่อไป ซึ่งหลายฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าจะมีความเป็นธรรมมากขึ้น

          ปี 2550 นี้ เรายังคงใช้เป้าหมายเดิมในการปฏิบัติการลดใช้พลังงาน ซึ่งจะเป็นภาระหนักสำหรับผู้ดูแลเรื่องลดการใช้ไฟฟ้า เนื่องจากในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ การใช้ไฟฟ้าของประเทศได้ทำลายสถิติพีคเมื่อปี 2549 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 21,064 เมกะวัตต์ ถึง 15 ครั้ง โดยอยู่ที่ระดับ 22,216.30 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนหนึ่งของพีคที่เกิดขึ้น เกิดจากอุณหภูมิที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูง วัดได้ที่ระดับ 43 องศาเซลเซียส ทำให้ประชาชนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นมากขึ้น เช่น เครื่องปรับอากาศ และพัดลม

          เชื่อว่าทุกท่านในที่นี้มีอานิสงฆ์การดูแลและการใช้เครื่องปรับอากาศ หรือพัดลม หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่กับตัวแล้ว คงจะนำมาใช้ประโยชน์รับมือกับค่าไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ ทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน และแนะนำต่อไปยังเพื่อนบ้าน

          นอกจากนี้ ในปี 2550 กระทรวงพลังงาน ยังได้จัดให้มีคณะทำงาน Energy Audit บริการตรวจสอบและให้คำแนะนำวิธีประหยัดพลังงานกับหน่วยงานราชการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ต่อเนื่องจากปี 2549 ด้วย

          ท่านผู้มีเกียรติครับ การสัมมนา ฝึกอบรม หรือคำแนะนำใดๆ  จะไม่สัมฤทธิ์ได้เลย หากบุคลากรในหน่วยงานขาดจิตสำนึก ขาดความร่วมมือประหยัดพลังงาน ผมจะรอชื่นชมผลงานของท่านจากรายงานที่หน่วยงานจะส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานทุกไตรมาส

          ในวันนี้ ผมขอแสดงความชื่นชมและร่วมยินดีกับทุกหน่วยงานที่ได้รับรางวัลหน่วยงานราชการลดใช้พลังงานดีเด่น ในแต่ละภาค และขอบคุณเพื่อนข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ของรัฐทุกท่าน ที่ได้ใส่ใจ ร่วมมือลดใช้พลังงาน จนเห็นผลเป็นที่ประจักษ์ จากความพยายามของ 30,135 หน่วยงาน ที่จะช่วยให้ประเทศไทยใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ในปี 2549 ภาครัฐลดการใช้พลังงานได้ถึง 166 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง และ 37  ล้านลิตร ประหยัดเงินงบประมาณโดยรวมกว่า 1,335 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ผมขอปรบมือให้กับความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐอย่างแท้จริง

          ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการมาพบกันในวันนี้ ทุกหน่วยงานจะได้รับความรู้ความเข้าใจตามความมุ่งหมาย และนำกลับไปดำเนินงานในหน่วยงานของตนอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงานสัมมนา ณ บัดนี้ ขอบคุณครับ